Friday, September 04, 2009

เหตุทีึ่ชอบหนัง รัก | สาม | เศร้า |


วันนี้วันหยุดก็..เรื่อยๆเหมือนทุกๆครั้ง แต่วันนี้ฝนไม่ตกทั้งทีึ่ตลอด6-7 วันมานี้ตกตลอด เราเลยนั่งเล่นแต่ในห้องกะดูหนังนอนเล่นในห้อง
ก็มาสะดุดที่หนังรักสามเศร้า โดยนี่เป็นรอบที่สามหรือสี่แล้วมั้ง ไม่เคยเบื่อเลย ก็เลยมานั่งคิดทบทวนว่าทำไมวะ เหตุการณ์ไหนวะเลยอินกะหนังเรื่องนี้จัง..

คิดนิ่งๆซักพักจึงได้พบว่ามันเป็นเหตุการณ์เมื่อ16-17 ปีก่อน ตอนอยู่ปวช. (ออกจากเรียนม.4มาปีนึง) ได้มาเจอเด็กรุ่นน้องตอนม.3โรงเรียนเก่ามาเข้า ม.4 โรงเรียนที่เราออก และเรามาพบน้องเค้าที่โรงเรียนนี้ แล้วอะไรไม่รู้มันดันกลับบ้านทางเดียวกัน บ้านก็ไม่ได้ไกลกันเลย แต่ทำไมกูเพิ่งมาสังเกตุว่ามีเด็กคนนี้อยู่ด้วยวะเนี่ย.. โคตรน่ารัก อาจจะเป็นเพราะช่วงม.3เราเรียนกะกีฬาเลยไม่ได้สนใจหญิงมากนัก

จำได้ว่าตอนได้สบตากันครั้งแรกนี่ร้อนมาก อึดอัดไงไม่รู้ (คงอารมณ์เด็กๆ เขินๆอายๆแต่อยากบอกชอบแต่ก็ไม่กล้า) ตอนนั้นก็คิดว่าน้องเค้าก็คงยังไม่มีใครเด็กเรียนเหมือนกันและทำกิจกรรมไป ที่ไหนได้มารู้เข้าอีกที ทั้งรุ่นเดียวกัน ทั้งเพื่อนรุ่นพี่ รวมถึงเพื่อนเราเองก็ตามจีบกันใหญ่

สุดท้ายน้องเค้าก็เดินควงกับเพื่อนเรา ก่อนหน้านั่นเพื่อนมันยังพูดับเราอีกว่า "ถ้ามึงไม่กูจีบเลยนะ กูชอบ.." คำนี้อยู่ในหูไม่นานนัก สุดท้ายน้องเค้าก็..เป็นแฟนกะเพื่อนเรา เค้าก็พยายามตีตัวออกห่าง มิหนำซ้ำช่วงนั้นเลยอยากมีตีมีต่อย ก็ไม่ได้มีเรื่องกับเพื่อนตัวเองแต่ก็ได้มีเรื่องกับเจ้าพวกเด็กคณะอื่นที่มันมาชอบน้องคนนี้และมันมาหาเรื่องเรา จำได้ว่าตอนนั้นมันปั่นป่วนไงไม่รู้ อ่อนแอแบบไรสาระเลย กินเหล้ากะเพื่อนประชดซ้า.. เข้เอ๊ย!! สบถในความไม่เอาไหนของตัวเองที่หน้าตาและชั้นเชิงสู้ไม่ได้เลยไม่คิดมีแฟน ไม่มองหญิงจนจบปวช.เลย..

แต่พอมาถึงวันนี้ได้คิดถึงมันกลับรู้สึกตลกดี และดีเนอะเคยผ่านแบบนี้มาด้วยอย่างกะ MV ในทีวีเลย สุดท้ายเพื่อนเราเองก็ได้แต่งงานกะเพื่อนเราเองจริงๆที่เรียนกันมาตั้งแต่ม.ต้นอยู่ห้องเดียวกันเลย 55 แม่งโคตรขำ แต่ถือว่ามันคิดดีและโชคดีมากเพราะเพื่อนในห้องเราจะว่าไปน่ารักเหมือนกันเลย (ในห้องมีแต่หญิงหน้าตาดี ^^' )

ดูหนังดีดีที่มันโดน..นี่มันสนุกจริงๆ

ว่าแล้วมีเวลานี่ก็อย่าลืมหาหนังดีดีมาดูซักเรื่องนะ แล้วจะรู้ว่าเราได้พบอะไรดีดีในชีวิตด้วย..

Enjoy Movie !! ^__^

Monday, August 03, 2009

อยากเขียนขอนิดนึง..


หึหึ..จะนอนอยู่แล้วก็ไม่วาย ขอมายุกยิกๆหน้าคอมพ์ซักหน่อย เนื่องจากมันวิ้งๆเหม่อๆอะไรไม่รู้ เพิ่งจะอาบน้ำมาเสร็จมาดๆๆด้วยเดี๋ยวก็จะได้เข้านอนแล้ว ตอนนี้สบายตัว....

จะว่าไปวันนี้แรงขี้เกียจมันเยอะจัดว่าจะหัดวาดเส้นก็ดันไม่มี inspire เข้าซะงั้น โรคขี้เกียจเป็นโนบิตะนี่ขอให้บอก ไอ้ดอยถนัดนัก ก็เลยเอาหนังพี่ยุทธเลิศมานั่งดูแทน ดูเสร็จกลายไปเป็นจับผิดว่าเอ๊ะดูรอบนี้ น้องพีคดูสวยและเล่นดีกว่าก้อยอีกนะเนี่ย แต่ก็ยังได้อรรถรสดีเหมือนเดิม..

เอาเป็นว่าพรุ่งนี้่จะต้องหาเวลาทำแล้วเพราะวันนี้ดูหนังไปแล้ว เดี๋ยวไฟที่ตัวกับเอ็นที่มือจะหมดสภาพไปเสียก่อน..

เอาละไปนอนดีกว่า..

Thursday, February 26, 2009

หกขะล้ม


ร้อน..ร้อน..ร้อนนน..ทำไมถึงได้ร้อนอย่างนี้น้าา.. ผมก็มัดแล้วก็ยังมีเส้นเบาๆเล้กๆมาตวัดไปตวัดมาแนบบนแก้มเนอะๆ ยิ่งชวนรำคาญใหญ่

เรื่องมันก็มีอยู่ว่า เมื่อกี้นี้พ่อโทรมาคุยด้วยก็คุยตลอดทางตั้งแต่ 7-Eleven จนข้ามถนนที่เต็มไปด้วยรถ บุกมาถึงห้อง ช่วงที่กำลังขึ้นบันไดนี่แหละทีเด็ด พอเราร้อนเราก็ขาดสติได้ง่าย ไม่ค่อยระวัง มัวคิดมัวพุดอะไรไม่มองทาง ขาซ้ายกำลังจะขึ้นขั้นที่สี่ แต่ขาขวาไม่ได้เหยียบอะไรแล้ว มันแปรีดขอบบันไดไปแล้ว
ครั้นพอจะควบคุมด้วยขาขวาก้สายไปเสียแล้ว ไอ้ดอยร่วงลงไปแล้ว
Moto V8 ของพี่ต้องมีรอยบากเหมือนแผลเป็นตรงขอบข้างฝาพับ(ดีที่ไม่หัก..แข็งแรงมาก ของเค้าดีเจงๆ) แต่เข่า ข้อมือขวา ปวด บวมไปตามๆกัน
สงสัยจะร้อนไปหน่อยแล้วไม่ระวังความรู้สึกตัวเองเลย มาเขียนบันทึกอารมณ์ตัวเองไว้เตือนใจซะหน่อย


.....
สติ จงกลับมา .....

Wednesday, February 25, 2009

Sunset @ Pak Kret



Originally uploaded by dDoi

Around 6.30 pm after I come out from toilet to car park. I see this shot. It make me calm...

Friday, February 06, 2009

GR Digital II ^__^




ออกอาการเห่อกันนิดนึง เพราะวันนี้เพิ่งจะไปถอยเจ้ากล้องcompact ของ Ricoh มาได้แล้ว หลังจากที่ตัดสินใจยากเสียเหลือเกิน ระหว่าง GRD หรือ GX200 เพราะราคาเท่ากันเลย..แต่ด้วยความที่ ความรู้กล้องศูนย์ ประสบการณ์การถ่ายภาพต่ำ รู้แต่เพียงว่าดูแล้วอันไหนสวยก็เลือกอันนั้นเพราะมันเล็กพอกัน ก็เลยเอาเจ้า GR มาเลย นับจากนี้คงต้องศึกษาเรื่องสงเรื่องแสงและการถ่ายภาพจากผู้รู้อีกแยะเลย คงได้มันส์กันละที่นี้ หลังจากที่อารมณ์ค้างเพราะไม่มีตังค์ซื้อfilm สมัยก่อนเพราะเสียดายถ่ายเล่นไม่ได้ (แพง) ตอนนี้ก็จะไ้ดถ่ายเล่นสมใจอยาก.. เหอๆๆ.. เหมือนเด็กเก็บกดเหมือนกันนะนี่เรา แล้วไงถ้าได้รูปเยอะขึ้นๆ Flickr ของเราคงหนุกหนานขึ้นอีกเป็นกองเลย.. ง่วงแล้ว ไปนอนดีกว่า..

Monday, January 19, 2009

อิ่มดี.. ข้าวโอ๊ต






เนื่องจากช่วงนี้ซื้อ Quaker ข้าวโอ๊ตยี่ห้อนึงจาก Tesco Lotus ตัวนี้นำเข้าจากมาเลย์ซึ่งราคาก็ไม่แพงมาก มากินแทนอาหารเช้า ก็ดีนะอิ่มดีๆ รู้สึกได้เลย
ไม่ต้องใช้เยอะมากด้วยตอนทำ ที่ทำตอนนี้ก็ผสม Supreme Chocolate Blend Swiss Formula ของ Ovaltin ดู รสชาติขรึมๆได้ใจ แรกๆรับไม่ค่อยได้ แต่พอทานไปๆก็ชิน ง่ายดี อิ่มดี(ย้ำๆ อิอิ) ก็เลยไปหาข้อมูลมาว่ามันมีข้อดีอะไรบ้างเจ้าข้าวโอ๊ตเนี่ย.. ลองอ่านกันดูนะ
*******************************
ข้าวโอ้ต....กับสุขภาพ


เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายว่า อาหารที่มีปริมาณเส้นใยสูง
มีประโยชน์อย่างมากต่อสุขภาพ คนที่กินอาหารที่มีเส้นใยสูงเป็น
ประจำ จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
โรคระบบทางเดินอาหาร กระทั่งโรคมะเร็งลดลง เพราะเส้นใย
อาหาร เข้าไปเป็นตัวขับเคลื่อน ให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย
โดยเฉพาะลำไส้เราทำงานได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ลดอาการ
ท้องผูก
ดร.โจเซฟ คีแนน แห่งมหาวิทยาลัยมินิโซต้า ทำการวิจัยเกี่ยวกับผลของใยอาหารที่ละลายน้ำได้
มีความเกี่ยวพันกับโรคหัวใจว่า "ธัญพืชเป็นแหล่งของใยอาหารที่ดีที่สุด และมีส่วนช่วยในการลดความ
เสี่ยงต่อการเกิดภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย (หัวใจวาย) ซึ่งใยอาหารที่ละลายน้ำได้นั้น มีประสิทธิภาพในการ
ช่วยลดโคเลสเตอรอล แหล่งอาหารที่มีใยอาหารที่ละลายน้ำ ได้แก่ ข้าวโอ้ต ข้าวบาร์เลย์ ผลไม้ที่มีเปคินสูง
ถั่วเมล็ดแห้ง และเม็ดแมงลัก"

และถ้าจะพูดถึง "ข้าวโอ้ต" ก็เป็นอาหารที่มีความน่าสนใจ ต่อสุขภาพอย่างมากชนิดหนึ่ง
เลยทีเดียว เพราะมีการวิจัยเรื่องข้าวโอ้ตโดยเฉพาะ และพบว่าข้าวโอ้ตมีประสิทธิภาพในการลด
โคเลสเตอรอลในเลือด ซึ่งเป็นโคเลสเตอรอลที่มีความหนาแน่นต่ำ (LDL,Low-density
lipoproteins)

ข้าวโอ้ตช่วยลดโคเลสเตอรอลได้อย่างไร?

โคเลสเตอรอลจะถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของกรดน้ำดีในตับ ซึ่งจะถูกลำเลียงไปยังลำไส้เล็ก
เพื่อช่วยในการย่อยไขมัน เมื่อคุณทานข้าวโอ้ตเข้าไป ใยอาหารส่วนที่ละลายน้ำได้ จะทำให้เกิดเป็นวุ้น
ไปล้อมกรดน้ำดีในลำไส้เล็ก เมื่อกรดน้ำดีถูกล้อม ด้วยใยอาหารส่วนที่ละลายน้ำได้เหล่านี้ ก็จะไม่ สามารถถูกดูดซึมผ่านผนังลำไส้เล็กอีกได้ และถูกขับออกทางอุจจาระ ขณะเดียวกันตับก็จะดึง
โคเลสเตอรอล ในกระแสเลือดมาใช้เพื่อ สร้างกรดน้ำดีใหม่ ดังนั้นจึงเป็นผลให้ระดับโคเสลเตอรอลลดลง


จากงานวิจัย 2 ชิ้นที่ตีพิมพ์ใน Journal of the American Medical Association
แนะนำว่าปริมาณข้าวโอ้ตที่ควรกินแล้ว ได้ประโยชน์กับสุขภาพ คือ ข้าวโอ้ตสุก 1 1/2 ถ้วย ต่อวัน
(เท่ากับปริมาณข้าวโอ้ตดิบ 3/4 ถ้วย) หากกินข้าวโอ้ตตามปริมาณที่แนะนำนี้ ร่วมกับการลดปริมาณ
การกินอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว ในแต่ละวัน ก็จะทำให้การลดปริมาณโคเลสเตอรอลได้ผลยิ่งขึ้น

ข้าวโอ้ตยังช่วยลดระดับความดันโลหิตด้วยจริงหรือ?

การรับประทานอาหารที่มีโซเดียมหรือเกลือต่ำ อาจมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดความดัน
โลหิตสูงได้ ซึ่งข้าวโอ้ตเป็นอาหารที่ไม่มีโซเดียมอยู่เลย ดร.โจเซฟ และคณะ ทำการศึกษาเบื้องต้นใน
ผู้ป่วยจำนวน 20 คน ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง ที่ไม่เข้ารับการรักษาใดๆ เลย แต่หันมากินข้าวโอ้ต
เป็นประจำทุกวัน ผลปรากฏว่า อัตราความดันขณะหลอดเลือดหดตัว(systolic pressure) ลดลง
8 มิลลิเมตรปรอท และอัตราความดันขณะหลอดเลือดขยายตัว(diastolic pressure) ลดลง
3 มิลลิเมตรปรอท ส่วนรายละเอียดที่ศึกษาลึกกว่านี้ยังดำเนินไปเพื่อหาข้อสรุปที่แท้จริงและเชื่อถือ
ได้ต่อไป
ข้าวโอ้ต ช่วยในเรื่องความไวต่ออินซูลินด้วย

นอกจากจะศึกษาว่าใยอาหารที่ละลายน้ำได้ในข้าวโอ้ตมีผล
ต่อการการลดระดับโคเลสเตอรอลและความดันแล้ว ก็ยังมี การศึกษา
รวมไปถึงเรื่องความไวต่ออินซูลินด้วย โดยพบว่า ข้าวโอ้ต
สามารถเพิ่มความไวต่ออินซูลินได้ จากการศึกษาผู้ป่วยความดัน
โลหิตสูง 20 คน ของดร.โจเซฟ สรุปผลว่าอาหารที่มีใยอาหาร
ที่ละลายน้ำได้ จะช่วยให้เกิดการดูดซึม น้ำตาลกลูโคสจากลำไส้
ช้าลง ซึ่งจะทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดหลังรับประทานอาหาร
ลดลงเป็นผลให้ร่างกายใช้อินซูลินน้อยลงไปด้วย


นอกจากนี้ยังพบว่าคนที่กินข้าวโอ้ตจะรู้สึกอิ่มนาน เพราะรำข้าวโอ้ต และใยอาหารที่ละลายน้ำได้
ในข้าวโอ้ต จะดูดซึมน้ำไว้ในปริมาณมาก ซึ่งจะทำให้กระบวนการย่อยอาหารเป็นไปอย่างช้าๆ จนทำให้
รู้สึกอิ่มได้นาน นับว่าน่าจะเป็นอาหารของผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะช่วยลดความหิวหรือ
ความอยากกินบ่อยครั้งลงได้

**********************

ข้าวโอต  เป็นข้าวที่ไม่ผ่านการขัดสี เพียงกะเทาะเปลือกนอกออก แล้วทุบจนเมล็ดข้าวแบน จากนั้นนำไปอบจนกรอบและมีกลิ่นหอม  ดังนั้นข้าวโอตจึงมีสารอาหารธรรมชาติอยู่อย่างสมบูรณ์โดยเฉพาะวิตามินชนิดต่างๆ ทั้งวิตามินบี 1  บี 2  บี 5  บี 6  และวิตามินอี  ส่วนแร่ธาตุที่มีมากคือแคลเซียม ฟอสฟอรัส โปแตสเซียม เหล็ก แมงกานีส ซีลีเนียม มีเส้นใยสูงปราศจากคอเลสเตอรอล
          ข้าวโอต ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ทั้งคอเลสเตอรอลรวมและคอเลสเตอรอลร้าย (LDL) ลดความดันโลหิต  ในข้าวโอตมีเส้นใยชนิดละลายน้ำ ทำให้ร่างกายดูดซับคาร์โบไฮเดรตได้ช้า มีผลช่วยควบคุมการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำตาลในเลือดให้ขึ้น-ลงช้า จึงเป็นผลดีต่อผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน  นอกจากนั้นข้าวโอตยังช่วยกระตุ้นระบบประสาท เมื่อรับประทานข้าวโอตจะรู้สึกมีแรง กระปรี้กระเปร่า
          ข้าวโอตมีขายหลายชนิด มีแบบกะเทาะเปลือกแล้วทุบแบน อบให้กรอบ (oat snack) บรรจุถุง และบรรจุขวด ราคาไม่แพง รับประทานเป็นของขบเคี้ยวก็อร่อย ใส่เป็นส่วนผสมในเค้ก คุกกี้ ใส่ในเครื่องดื่มร้อน เช่น นมสด น้ำเต้าหู้ หรือทำเป็นซุป โจ๊ก ใส่รวมกับข้าวต้มข้าวกล้องก็อร่อย แต่ต้องใส่เป็นอันดับสุดท้ายจึงจะไม่เละ   อีกชนิดคือข้าวโอตสุกเร็ว (oatmeal) เป็นข้าวโอตทุบแบนจนเป็นชิ้นเล็ก ต้มจนสุกก่อนนำไปอบกรอบ ทำเป็นอาหารเช้าโดยผสมกับนม น้ำอุ่น หรือทำเป็นมูสรี่   รำข้าวโพด (oat bran) มีลักษณะเป็นชิ้นเล็กๆ นิยมนำมาใส่เป็นส่วนผสมของขนมอบ เช่น มัฟฟิน เค้ก
          ข้าวโอต ควรเลือกซื้อมาในปริมาณที่พอใช้ในแต่ละครั้งเท่านั้น เพราะถ้าเก็บไว้นานกลิ่นจะไม่หอม ถ้าเก็บไม่ดีก็จะเหม็นหืน ในกรณีที่ซื้อมาเป็นกระป๋องหรือถุงเล็ก แล้วรับประทานไม่หมดในครั้งเดียวให้เก็บใส่กล่องที่มีฝาปิดสนิท อากาศเข้าไม่ได้ แต่ไม่ควรเก็บนานเป็นเดือนเพราะจะเหม็นหืน
          การรับประทานข้าวโอตเพื่อให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ควรรับประทานวันละ 15 กรัม จะทำให้ร่างกายรู้สึกกระปรี้กระเปร่า หากรับประทานวันละ 50 กรัมขึ้นไป จะช่วยลดคอเลสเตอรอลได้

Friday, January 16, 2009

iPhone 3G in Thailand







เปิดตัวกันไปเป็นที่เรียบร้อยตั้งแต่ช่วงเย้นของวันนี้ สำหรับ iPhone 3G by Truemove เมื่อเย็นทีึ่ผ่านมา.. แต่พิธีเปิดก็มีคนประมาณนึงจะว่าเพราะ hall ที่ Paragon มันใหย่ด้วยมั้ง แต่งานก็มียาวดี ดีกับคนที่มางานจะได้สนุกๆกับ Concert กันไป เพราะหลักๆ้ไม่มีอะไรมากนอกจากสรุปคำสำคัญเรื่องราคาPackage ของ iPhone, เรื่อง App. ที่จะติดตั้งให้เลยถ้าซื่อจาก True ซึ่งก็ใช้เวลาไม่มากที่เหลือก็เป็นการส่งมอบเครื่องให้ลุกค้าเข้าคิว แล้วก็มีดนตรี show ต่างๆหน้าเวทีของหลายศิลปินกับพิธีกร แสดงกันจนมืดจนค่ำเลย True Wifi ก็ร่วมๆ16,000 ทั่วประเทศ อยากได้มัียก็ชอบแต่ไม่ถึงขั้นจะซื้อเอามาให้ได้ เพราะตัวเองเรื่องมากเลยขอรอดูไปอีกซักพักก่อนดีกว่า.. (ที่จริงจะเอาตังค์ไปวื้อกล้องมาถ่ายรุปเล่นมากกว่าอะ) แต่ที่แน่ๆต้องไปหัดเล่นด้วยไม่งั้นใช้ไม่เป็นโดนดุแน่เลย ^^..

Sunday, January 11, 2009

ปีใหม่ปีนี้หนาวแหะ...

อุณหภูมิต่ำสุด 13-16 องศา อุณหภูมิสูงสุด 26-27 องศา


ไม่มีอะไรมากแค่รู้สึกว่าตอนนี้ต้องการ focus ไปที่อะไรบางอย่างจะได้ลืมหนาวได้บ้าง กระโดโลดเต้นก็แล้ว จั้มๆๆ..ไปซื้อแฮมเวฟร้อนๆจากเซเว่นก็แล้ว..ก็ช่วยได้นิดหน่อยแล้วพอมาตอนนี้ได้กดๆคีย์บอร์ดก็ลืมหนาวไปแล้วแหะ..
สงสัยปรับตัวได้แล้ว.. ดีดีดีดี..จะได้ไปอาบน้ำซะที.. ไปดีกว่า.. อิอิ ^^

Saturday, January 10, 2009

Tuesday, November 28, 2006

" ความตาย "


ข้อคิดเรื่องความตาย จาก พระไพศาล วิสาโล เพราะความตายคือปลายสุดของชีวิต สิ่งที่เราทำในยามมีชีวิตอยู่จึงมีผลมากมายต่อความตายของเรา กล่าวกันเสมอว่า เรามีชีวิตอย่างไรเราก็ตายอย่างนั้น ถ้ามีชีวิตอยู่อย่างมีความหมาย ความตายก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าห่วงและที่สำคัญความตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดของชีวิต แต่เป็นจุดเริ่มต้นของชีวิตใหม่ของโลกหน้า - ทำไมคนเราต้องเตรียมตัวตายอย่างสงบด้วยครับ พุทธศาสนาสอนว่าถ้าเผชิญความตายด้วยใจสงบหรือวางจืตให้เป็นกุศล จิตก็จะไปสู่สุขติได้มีตัวอย่างมากมายในพระไตรปิฎก มีคนที่ทุกข์ทรมานมากก่อนที่จะตาย ได้เห็นธรรมจากความเจ็บปวดเข้าใจแจ่มชัดถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เห็นความไม่เที่ยงของสังขารว่าไม่น่ายึดถือ จิตก็หลุดพ้นได้ คนเหล่านี้มีเวลาที่จะเตรียมตัวเผชิญกับความตายได้ ซึ่งมีน้อยไม่ถึง10% - เราจะเตรียมตัวตายได้อย่างไร เราต้องพิจารณามรณสติเป็นประจำ คือพิจารณาว่าเราจะต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง ความตายเป็นของไม่เที่ยง ขณะเดียวกันกผ็ต้องพิจารณาต่อไปด้วยว่า ความตายจะมาเมื่อไหร่ก็ได้ จะมาอย่างไรก็ไม่มีใครรู้ การพิจารณาสติอย่างนี้ช่วยให้เราไม่ประมาท มรณสติเกิดจากการที่เราได้รับรู้ข่าวคราวของผู้คน ปรกติเวลาได้ยินข่าวคนตาย เราไม่ค่อยได้นึกถึงความตายของตัวเองเท่าไหร่ เรานึกว่ามันเป็นแค่ข่าว อ่านหนังสือพิมพ์ ฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์ เห็นคนตายแล้วไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าหากว่าเราน้อมเข้ามาใส่ตัว คือตระหนักว่าเราอาจจะเจออุบัติเหตุสยองก็ได้ อาจเจอแผ่นดินไหว รถแก๊สระเบิด หรือว่าเครื่องบินตกเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเราน้อมเข้ามาใส่ตัวแบบนี้ เราจะเกิดความไม่ประมาท ------------------------------------------------------- "ความตายกลับเป็นสิ่งที่ดี คือมันเป็นตัวเร่งให้เราปล่อยวางเร็วเข้า เพราะขณะนี้เรามีชีวิตอยู่ เราก็ไม่ค่อยปล่อยวางเท่าไหร่ แต่พอเรารู้ว่าความตายเท่านั้นจะมาแล้ว มันเป็นตัวเร่งให้เราปล่อยวาง" -------------------------------------------------------

Saturday, September 30, 2006

File ภาพที่เรียกกันว่า " Raw "

เนื่องจากเคยแต่ได้ยินว่า file ภาพนี้มันขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ไม่รู้รายละเอียดอย่างอื่น พอดีไปเจอข้อความที่ พี่Van กับ พี่eclipseในกระทู้จากFreemacเลยต้องทำการบันทึกซะหน่อย^_^
--------------------------------------------------
พี่Van***
RAW ไฟล์นั้นมีคุณสมบัติใกล้เคียงกับคำว่า Digital Negative หรือ ฟิล์มระบบดิจิตอล มากที่สุด และในกล้องระดับ Professional ทุกรุ่นจะมีฟอร์แมตนี้ไว้ให้ผู้ใช้เลือกบันทึก

โดยปกติแล้วภาพถ่ายด้วยกล้องดิจิตอลในปัจจุบันจะ save ภาพที่ถ่ายไว้ด้วยการบีบอัดในรูปแบบต่างๆ ซึ่งก็คือฟอร์แมต TIFF และ JPEG เพื่อความสะดวกและประหยัดพื้นที่ในการเก็บลงใน Memory ของกล้องหรือ Media Flash ทั้งหลายซึ่งมีพื้นที่จำกัดและราคาค่อนข้างสูง และยังทำให้เป็นการประหยัดพลังงานอีกทางหนึ่งด้วย (จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้กล้องราคาถูกๆ มักไม่สามารถเลือกชนิดของไฟล์ที่บีบอัดได้ โดยมากจะมีเฉพาะ JPEG มาให้เพียงอย่างเดียว)

RAW format เป็นไฟล์ดิบที่บันทึกค่ารับแสงของเซ็นเซอร์รับภาพของกล้องตามที่เกิดขึ้นจริงโดยไม่ผ่านการปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น ซึ่งจะมีคุณสมบัติเฉพาะของเซ็นเซอร์รับภาพของกล้องแต่ละชนิดแตกต่างกันไป ทำให้ไฟล์ RAW นี้ไม่สามารถใช้ร่วมกันระหว่างกล้องแต่ละรุ่นได้ ทั้งยังต้องใช้โปรแกรมที่เขียนขึ้นมาโดยเฉพาะของกล้องแต่ละตัวในการอ่านข้อมูล RAW นี้แล้วแปลงกลับมาเป็นภาพตามที่ได้บันทึกไว้

ไฟล์ Raw ที่ได้จะมีขนาดใหญ่กว่าไฟล์แบบ JPEG มาก ทำให้ต้องใช้เวลาในการบันทึกข้อมูลลง Memory card ค่อนข้างมาก กล้องรุ่นโปรฯ หน่อยจะมีหน่วยความจำสำรองในกล้องมาให้มากกว่ากล้องรุ่นกลางหรือเล็ก ในการเก็บข้อมูลที่บันทึกไว้ ก่อนที่จะทะยอยเขียนลง card ในภายหลัง จึงไม่เหมาะสำหรับกล้องขนาดเล็กที่ไม่มีหน่วยความจำสำรองมากพอ หรืองานที่ต้องการความรวดเร็วในการถ่ายภาพแบบต่อเนื่องเยอะๆ

นอกจากนี้ข้อมูลในการถ่ายภาพทั้งหมดทั้งค่าการวัดแสง, ความเร็วชัตเตอร์, หน้ากล้อง ฯ หรือที่เรียกรวมๆ ว่า Metadata จะถูกผนวกรวมไว้กับ RAW ไฟล์ด้วย อีกทั้ง Bitdepth (ค่าความละเอียดในการบันทึกของสีสันและรายละเอียด)ของภาพที่ถูกบันทึกจะมีรายละเอียดสูงกว่าภาพที่บันทึกในแบบ JPEG เนื่องจาก RAW ไฟล์จะบันทึกข้อมูลที่ 12-14 บิท(แล้วแต่รุ่นของกล้อง) ในขณะที่ JPEG จะบันทึกข้อมูลได้สูงสุดเพียง 8 บิทเท่านั้น

ข้อดีของ RAW ไฟล์คือ เราสามารถปรับแต่งคุณภาพได้ละเอียดมาก ทั้งค่าของสี, โทนสี, ชดเชยการรับแสงที่ Under หรือ Over ไป ไม่นับรวมการปรับแต่งความคมชัด, คอนทราสต์ ฯลฯ ที่ทำได้เช่นกันในฟอร์แมตภาพชนิดอื่นๆ โดยยังคงคุณภาพของแต่ละพิกเซลได้อย่างสูงสุดเนื่องจากภาพต้นฉบับยังไม่ได้ถูกบีบอัดเช่นเดียวกับฟอร์แมตอื่นๆ

ไฟล์ RAW สามารถนำมาขยายใหญ่ได้เช่นเดียวกับไฟล์แบบ JPEG หรือ TIFF ตามจำนวน Pixel สูงสุดของกล้องที่บันทึกมา ไม่ได้ไปกว่า Format อื่นๆ

ข้อเสียที่เห็นได้ชัดของไฟล์ RAW ก็คือ ต้องใช้คอมพิวเตอร์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการเปิดดูและปรับแต่งภาพ,?ไฟล์ที่ได้ไม่ได้เป็นมาตรฐานกลางเช่นเดียวกับไฟล์แบบ JPEG หรือ TIFF ไม่สามารถนำไปเปิดดูในเครื่องคอมฯ อื่นๆ ที่ไม่มีโปรแกรมเฉพาะได้ รวมทั้งในอนาคตต่อไปอาจเสี่ยงต่อการไม่สามารถเปิดดูภาพนั้นๆ ได้อีก หากผู้ผลิตเลิกสนับสนุน Format Raw ของกล้องรุ่นเก่าๆ อีกต่อไป

พี่eclipse***
ปกติถ้าเซฟเป็น Raw จะเอาไปปรับ white balance, exposure compensation, lens compensation, noise reduction, อื่นๆ อีกได้ทีหลังในคอมโดยใช้ utility ของค่ายกล้อง หรือพวก photoshop / lightroom / aperture

จริงๆ Jpeg ก็เอาไปปรับพอได้ แต่ Raw มันจะยืดหยุ่นกว่าเยอะ เวลาเราเอาไปปรับ รูปมันจะไม่เละเท่า
แล้วโดยปกติ ถ้าถ่ายด้วย Raw จะได้ภาพทีรายละเอียดดีกว่า + noise น้อยกว่าอยู่แล้วด้วย (อันนี้ขึ่นกับกล้องแต่ละตัว)

ข้อเสียก็คือเวลาไฟล์ Raw มันหนักกว่า เปลืองเมม แถมเวลาเอาไปใช้ก็ต้องมานั่ง convert ไฟล์ผ่านคอม เปลืองทั้งแรงคน ทั้งแรงเครื่อง

รูปนี้ผมลองโยนไฟล์ ORF (raw format ของโอลิมปัส)เข้า photoshop cs มันก็จะขึ้นหน้าต่างมาให้ปรับประมาณนี้คับ

การทำ Repair Permission บน Mac OS X El Capitan ด้วย Command Line

เนื่องด้วยว่า Finder บน Mac ทำงานดูช้าๆ และที่แปลกคือรูป Icon กุญแจใน System Preferences หายไป และพอเข้าไปใช้ Disk Utility ในแฟ้ม Applicatio...